ที่มาแนวคิด - 1. ทำไมคนทั่วไปอ่านพระไตรปิฎก ถึงรู้สึกห่างไกลหรือเข้าใจยาก 

สวัสดีครับ วันนี้ก็จะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือความรู้สึกแปลก ๆ บางอย่างที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังทำการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมะ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องพิลึกกึกกืออะไรนะ ไม่ใช่เรื่องผีสางหรืออะไร ก็เป็นเรื่องแปลก ๆ เกี่ยวกับข้อมูลหรือความรู้สึกของเราเอง ที่เวลาเราอ่านหนังสือธรรมะหรือหาข้อมูลจากพระไตรปิฎก


โดยปกติก็จะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วนะครับ สำหรับผู้ที่ติดตามผมก็จะเห็นว่าผมก็มักจะเอาเรื่องธรรมะมาวิเคราะห์ มาพูดเป็นภาษาไทย ตอนนี้เองผมกำลังพยายามทำเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ก็จะทำเป็นซีรีส์ภาษาอังกฤษเพื่อที่จะเผยแผ่คำสอนของพุทธะในภาษาอังกฤษด้วยนะครับ จากที่เราเข้าใจกันในภาษาไทย


ในระหว่างนั้นเองที่กำลังหาข้อมูลอยู่ ก็รู้สึกว่ามันมีเหตุการณ์บางอย่าง หรือมันมีความรู้สึกแปลก ๆ นะครับ ที่เวลาอ่านธรรมะพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย กับอ่านธรรมะจากพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ อันนี้อาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมนะครับ หรือว่าบางท่านก็อาจจะรู้สึกเช่นเดียวกัน


เวลาเราอ่านธรรมะจากพระไตรปิฎกภาษาไทย หลาย ๆ ครั้งเราจะรู้สึกว่าเหมือนคำสอนหรือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เหมือนกับมันจะอยู่ห่างไกลจากตัวเรา ที่เป็นประชาชนคนธรรมดา เป็นคนที่เดินไปเดินมาตามท้องถนนสักนิดหนึ่ง เหมือนกับว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพระไตรปิฎกเหมือนจะถูกใช้ศัพท์ที่ค่อนข้างจะออกเป็นแนวทางการ หรือว่าอาจจะดูแล้วมีความขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์นะครับ


เหมือนกับว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันอยู่ในแดน หรือวิมาน หรือในสวรรค์ หรือในสถานที่ใดสักที่หนึ่ง ที่ไกลจากที่ตัวเราจะสามารถเข้าถึงได้ แต่พอมาอ่านจากพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษแล้ว รู้สึกว่าทำไมมันลื่นปร๋อเลย เข้าใจง่าย เหมือนกับอ่านนิยายภาษาอังกฤษ เหมือนกับอ่านนิทานทั่วไป


ก็เลยมาสังเกตว่า เอ๊ะ มันเป็นเพราะอะไร หรือมันเหตุการณ์อะไรที่มันเกิดขึ้น ทำไมทำให้เราอ่านภาษาอังกฤษแล้วเรารู้สึกมันลื่นไหล แต่พออ่านภาษาไทยแล้วทำไมรู้สึกเหมือนกับห่าง ๆ ออกไปสักนิดหนึ่ง


ก็เลยลองเจาะลึกลงไปหารายละเอียดเพิ่มเติม ปรากฏว่ามี 2–3 อย่างที่น่าสนใจที่เกิดขึ้น ก็เลยอยากจะนำมาเล่าให้ฟัง ก็ต้องเรียนนะครับว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัว เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้บอกว่าเป็นไปอย่างที่ผมกำลังจะอธิบายให้ฟัง แต่ก็จะมาแบ่งปัน และเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านก็อาจจะมีความคิดเห็นคล้าย ๆ กัน


ผมเข้าใจว่าโดยบังเอิญ โดยไม่ตั้งใจ การที่มีการแปลพระไตรปิฎกมาเป็นภาษาไทยในรุ่นแรก ๆ ก็พยายามที่จะยกย่อง เทิดทูน ให้เกียรติพุทธะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความเคารพ แต่การแปลโดยไม่ตั้งใจ โดยบังเอิญ ก็จะมีการใช้ศัพท์ที่ออกจะเป็นทางการที่สูงสักนิดหนึ่ง เป็นภาษาที่ไม่ใช่เป็นภาษาพูดคุยแบบที่ชาวบ้านพูดคุย


พอคนทั่วไปหรือชาวบ้านทั่วไปมาอ่าน ก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าเข้าถึงยาก เพราะว่าจะออกเป็นทางการไปสักนิดหนึ่ง ก็เลยต้องบอกว่าการแปลนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และก็ดีมากด้วยที่ให้เกียรติพุทธะอย่างสูงสุด แต่ก็ต้องบอกว่าโดยไม่เจตนา มันอาจจะทำให้ห่างไกลหรือห่างเหินจากชาวบ้าน คนธรรมดาทั่วไปสักนิดหนึ่ง


ส่วนในภาษาอังกฤษ จากที่ผมพยายามไปค้นคว้าหาข้อมูลดู ก็จะเห็นว่านักแปลพยายามจะเลือกคำอย่างละเอียดมาก พยายามที่จะเลือกคำที่บ่งบอกถึงสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ให้สอดคล้องกับเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว และจะพยายามไม่เติมคำ ไม่ประกอบคำ เพื่อยกย่องหรือทำให้รู้สึกว่าพุทธะท่านสูงส่งมาก หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในสวรรค์ วิมาน หรือดินแดนบางอย่างที่ไกลจากชาวบ้าน ประชาชนคนธรรมดาทั่วไป


อันนี้ก็จะเป็นความรู้สึกที่ผมพบเจอ ผมก็จะขออนุญาตนำตัวอย่างสั้น ๆ จากพระสูตรหนึ่งมาเปรียบเทียบการแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยให้เราลองดู


เอวัม เม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา อุกกัฏฐายัง วิหะระติ สุภะคาวเน สะลาระชามูเล


“So I have heard. At one time the Buddha was staying near Ukkaṭṭhā, in the Subhagavana Forest, at the root of a magnificent sal tree.”


“ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคนไม้รังใหญ่ในสุภควัน เขตเมืองอุกกัฏฐา”


ก็จะเห็นว่าการแปลถูกต้องหมดเลย ดีมาก ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน เนื้อหาตรง แต่พออ่านภาษาอังกฤษแล้วจะรู้สึกเหมือนเป็นภาษาพื้นเมือง ชาวบ้านคุยกันริมท้องถนน แต่พออ่านภาษาไทยแล้วจะรู้สึกมีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นภาษาแนวทางการ ทำให้จินตนาการถึงสถานที่หรือเหตุการณ์ดูไกลตัวขึ้น


เดี๋ยวจะลองเจาะอีกสองคำให้ดู ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “the Buddha” ซึ่งแปลตรง ๆ ก็คือ พุทธะ แต่ภาษาไทยแปลเป็น “พระผู้มีพระภาค” ซึ่งเป็นการประกอบคำที่ทำให้เป็นทางการมากขึ้น


ตัวผมเองเมื่อสมัยเด็ก ๆ พอได้ยินคำว่า พระผู้มีพระภาค หรือ พระผู้มีพระภาคเจ้า ในใจก็จะคิดถึงพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทอง พระประธานในวิหารใหญ่โตอลังการมาก ๆ อันนี้เป็นจินตนาการของผมสมัยเด็ก


หลัง ๆ พอค้นคว้ามากขึ้น พอรู้ว่าแปลเป็น “พุทธะ” ก็รู้สึกว่ามันใกล้ตัวมาก พุทธะคือคนหนึ่งที่ตื่นรู้แล้ว เดินไปเดินมาบนท้องถนนกับเรา ไม่เหมือนพระผู้มีพระภาคที่รู้สึกไกลออกไปนิดหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องคิดแบบนี้


อีกตัวอย่างหนึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัว สมัยเรียนจบใหม่ ๆ ไปทำงานโรงงาน อยู่ฝ่ายออฟฟิศ ใส่เสื้อเชิ้ต ผูกไท วันหนึ่งหัวหน้าบอกให้ไปประสานงานกับฝ่ายภาคสนาม ผมพูดสุภาพมาก แต่สื่อสารไม่สำเร็จ


หัวหน้าผมเดินมา ถอดเนกไท พับแขนเสื้อ พูดเสียงดัง ใช้ภาษาพื้น ๆ แล้วงานเดินทันที ไม่มีการทะเลาะอะไรเลย แค่สื่อสารถูกระดับ


นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาอ่านพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษถึงรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ภาษาไทยบางครั้งรู้สึกไกล


อีกคำคือคำว่า “was staying” ภาษาไทยแปลว่า “ประทับ” ซึ่งเป็นคำให้เกียรติสูงสุด แต่ไม่ใช่บรรยากาศชาวบ้าน ถ้าแปลให้พื้นเมืองขึ้นก็อาจเป็น “อยู่” หรือ “อาศัยอยู่”


เช่น

“สมัยหนึ่ง พุทธะท่านอยู่แถวโคนไม้รังใหญ่ในสุภควัน เขตเมืองอุกกัฏฐา”


จะเห็นความต่างของความรู้สึกทันที


การแปลภาษาไทยไม่ผิด และให้เกียรติสูงสุด แต่ภาษาก็เดินเป็นวงจร จากพื้นบ้าน สู่ความเป็นทางการ แล้วกลับมาหาความผ่อนคลายอีกครั้ง


ช่วงปี 2019–2021 เราเห็นชัดเลย จากทำงานออฟฟิศ ใส่สูท ผูกไท กลายเป็นทำงานจากบ้าน พูดคุยสบาย ๆ


คราวหน้าผมจะมาเล่าคำอื่น ๆ เช่นคำว่า ภิกขุ หรือ ภะคะวา ว่าความหมายดั้งเดิมคืออะไร


จนกว่าจะถึงตอนนั้น ฝากฝึกอานาปานสติไปเรื่อย ๆ นะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ วันนี้มีเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ