ทำไมคนทั่วไปอ่านพระไตรปิฎก ถึงรู้สึกห่างไกลหรือเข้าใจยาก


วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องหนึ่งที่ผมบังเอิญสังเกตพบ ระหว่างที่กำลังค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับธรรมะ 

ไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ใช่เรื่องพิลึกกึกกือ และไม่เกี่ยวกับผีสางหรือสิ่งเหนือธรรมชาติใด ๆ

แต่เป็นเรื่องของ ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง เวลาที่อ่านพระไตรปิฎกจากแหล่งต่าง ๆ


โดยปกติ ผมมักจะพูดหรือทำเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมะเป็นภาษาไทย

แต่ช่วงหลัง ผมกำลังพยายามทำเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย

เพื่อเผยแพร่คำสอนของพุทธะในอีกภาษาหนึ่ง


ในระหว่างที่ผมอ่านพระไตรปิฎกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป

ผมเริ่มสังเกตเห็นความรู้สึกบางอย่างที่ “แปลก” และน่าสนใจมาก


ความรู้สึกที่ต่างกัน ระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ


เมื่อผมอ่านพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย หลายครั้งผมรู้สึกว่า

คำสอนหรือเหตุการณ์ที่เล่าไว้ ดูเหมือนจะอยู่ห่างจากชีวิตของคนธรรมดา

เหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ในดินแดน วิมาน หรือพื้นที่บางอย่างที่เราเข้าไม่ถึง


ภาษาที่ใช้มักเป็นภาษาทางการ มีความขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์

อ่านแล้วให้ความรู้สึก “สูงส่ง” แต่ก็เกิดระยะห่างอยู่เล็กน้อย


แต่เมื่อผมหันไปอ่านพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ

กลับรู้สึกต่างออกไปอย่างชัดเจน

ภาษาลื่น อ่านง่าย เหมือนอ่านเรื่องเล่าหรือนิทานธรรมดา

เหตุการณ์ต่าง ๆ ดูเหมือนเกิดขึ้นต่อหน้า

ท่ามกลางผู้คนธรรมดาที่เดินไปเดินมาบนท้องถนน


ผมจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า

ทำไมความรู้สึกมันถึงต่างกันขนาดนี้


การยกย่องที่ตั้งใจดี แต่สร้างระยะห่างโดยไม่รู้ตัว


ขอเรียนให้ชัดเจนก่อนว่า

การแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยนั้น ไม่ได้ผิด

ตรงกันข้าม เป็นการแปลที่ทำด้วยความตั้งใจดี

เพื่อยกย่อง เทิดทูน และให้เกียรติพุทธะอย่างสูงสุด

ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเคารพอย่างยิ่ง


แต่โดยไม่ตั้งใจ

การเลือกใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการและสูง

อาจทำให้ผู้อ่านซึ่งเป็นคนธรรมดาทั่วไป

รู้สึกว่าเนื้อหา “เข้าไม่ถึง” หรือ “อยู่ไกลตัว”


ในขณะที่นักแปลภาษาอังกฤษ

ดูเหมือนจะพยายามเลือกคำที่บอกเล่าสถานการณ์ตามที่เกิดขึ้นจริง

โดยไม่เพิ่มถ้อยคำเพื่อยกระดับความศักดิ์สิทธิ์เข้าไปมากนัก


ผลลัพธ์คือ

ภาษาอังกฤษให้ความรู้สึกเป็นภาษาพูดของผู้คน

ส่วนภาษาไทยให้ความรู้สึกเป็นภาษาทางการและพิธีรีตอง


ตัวอย่างจากพระสูตรหนึ่ง


ลองดูตัวอย่างเปิดของพระสูตรที่หลายคนคุ้นเคย

ต้นฉบับบาลี

Evaṁ me sutaṁ

ekaṁ samayaṁ bhagavā ukkaṭṭhāyaṁ viharati subhagavane sālarājamūle


แปลภาษาอังกฤษ (SuttaCentral)

So I have heard.

At one time the Buddha was staying near Ukkaṭṭhā,

in the Subhaga Forest at the root of a magnificent sal tree.


แปลภาษาไทย (84000.org)

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคนไม้รังใหญ่

ในสุภควัน เขตเมืองอุกกัฏฐา


ทั้งสองฉบับแปลถูกต้องตรงกัน

ไม่มีความผิดเพี้ยนทางเนื้อหา

แต่เมื่ออ่านแล้ว จะสัมผัสได้ถึง “บรรยากาศ” ที่ต่างกันอย่างชัดเจน


ฉบับหนึ่งให้ความรู้สึกเหมือนคนเล่าเรื่อง

อีกฉบับให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ เป็นทางการ และสูงส่งกว่า


“พุทธะ” กับ “พระผู้มีพระภาค”


ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า the Buddha

ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “ผู้ตื่นรู้”


แต่ในภาษาไทย ใช้คำว่า พระผู้มีพระภาค

ซึ่งมีการยกย่องเพิ่มเข้ามาหลายชั้น


ตั้งแต่เด็ก เมื่อผมได้ยินคำว่า พระผู้มีพระภาค

ภาพในหัวผมคือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สีทองอร่าม

ประดิษฐานอยู่ในวิหารอันโอ่อ่า

ศักดิ์สิทธิ์ งดงาม แต่ก็ไกลจากชีวิตคนธรรมดา


เมื่อผมเริ่มใช้คำว่า พุทธะ

ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไป

พุทธะคือมนุษย์คนหนึ่งที่ตื่นรู้

เดินไปเดินมาบนท้องถนน

ท่ามกลางคนจน คนรวย โจร กรรมกร และผู้คนหลากหลาย


ไม่ใช่ว่าพุทธะไม่มีความสง่างาม

แต่การสื่อสารของท่านดูเหมือนจะอยู่ในระดับเดียวกับผู้ฟัง


ตัวอย่างจากชีวิตจริง


สมัยที่ผมเพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ

ผมทำงานในโรงงาน ใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท เรียบร้อย

วันหนึ่งต้องไปประสานงานกับพนักงานภาคสนาม


ผมตั้งใจพูดอย่างสุภาพ ให้เกียรติที่สุด

แต่คุยเท่าไรก็เหมือนสื่อสารไม่รู้เรื่อง งานไม่เดิน


จนผู้จัดการของผมเดินมา

ถอดเนคไท พับแขนเสื้อ

พูดด้วยภาษาชาวบ้าน เสียงดัง ตรงไปตรงมา

แล้วทุกอย่างก็เข้าใจกัน งานเดินทันที


ไม่ใช่เพราะใครไม่สุภาพ

แต่เพราะ “ช่องสัญญาณการสื่อสาร” ถูกปรับให้ตรงกัน


“ประทับ” กับ “อยู่แถว ๆ”


ภาษาอังกฤษใช้คำว่า was staying

แต่ภาษาไทยใช้คำว่า ประทับ


คำว่า ประทับ เป็นคำที่ให้เกียรติสูงมาก

แต่ไม่ใช่ภาษาที่คนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน


หากแปลให้ใกล้ภาษาชาวบ้านขึ้น

อาจเป็นคำว่า อยู่, อาศัยอยู่, หรือ อยู่แถว ๆ


เช่น


สมัยหนึ่ง พุทธะท่านอยู่แถวโคนไม้รังใหญ่

ในสุภควัน เขตเมืองอุกกัฏฐา


เนื้อหาเหมือนเดิม

แต่ความรู้สึกของผู้อ่านเปลี่ยนไปทันที


ภาษาเปลี่ยน ความรู้สึกก็เปลี่ยน


การสังเกตเรื่องภาษา ไม่ได้มีเจตนาวิจารณ์ใคร

แต่เพื่อทำให้เราเห็นว่า

เมื่อเวลาผ่านไป ภาษาและวัฒนธรรมเปลี่ยน

ความตั้งใจดีในอดีต อาจกลายเป็นระยะห่างในปัจจุบันได้โดยไม่รู้ตัว


ภาษาเองก็มีวงจรของมัน

จากความเรียบง่าย

สู่ความเป็นทางการ

และวันหนึ่ง เราก็อาจต้องกลับมาหาความเรียบง่ายอีกครั้ง


ทิ้งท้าย


บทความนี้เป็นเพียงการสังเกตหนึ่งมุม

เพื่อชวนให้คำสอนกลับมาใกล้ชีวิตจริงมากขึ้น


ในบทความต่อ ๆ ไป

ผมจะค่อย ๆ เล่าถึงคำอื่น ๆ เช่น ภิกขุ หรือ ภควา

ว่าความหมายดั้งเดิมคืออะไร

และภาษาอาจทำให้เรารู้สึกห่างไกลได้อย่างไร


จนกว่าจะถึงตอนนั้น

ขอฝากให้ทุกท่านฝึก อานาปานสติ ต่อไป

พุทธะท่านแนะนำไว้ชัดเจนมาก


เอกสารอ้างอิง


SuttaCentral — Mūlapariyāyasutta (MN 1), แปลโดย Bhikkhu Sujato

(เข้าถึงเมื่อ 22 ธันวาคม 2025)


โครงการแปลพระไตรปิฎกฯ (84000.org) — พระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปริยายสูตร

(เข้าถึงเมื่อ 22 ธันวาคม 2025)


บทความโดย กฤษณะ กำธร 22 ธันวาคม 2568
อ่านที่มาแนวคิด